คำกล่าวของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดการประชุม ACMECS CEO Forum ในหัวข้อ “บทบาทของภาคเอกชนในการสร้างประชาคม ACMECS”

คำกล่าวของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดการประชุม ACMECS CEO Forum ในหัวข้อ “บทบาทของภาคเอกชนในการสร้างประชาคม ACMECS”

11 ก.ค. 2561

220 view

ปาฐกถานายกรัฐมนตรีในการประชุม ACMECS CEO Forum

“บทบาทของภาคเอกชนในการสร้างประชาคม ACMECS”

วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๑

*****************

 

ฯพณฯ อูวินมยิน (อู วิน มิ้น) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ฯพณฯ สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

 

ขอต้อนรับทุกท่านสู่การประชุมภาคเอกชนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง หรือ ACMECS CEO Forum ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนจำนวนมาก  ทั้งจากประเทศสมาชิก ACMECS และประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมนี้  ซึ่งประเทศไทย ในฐานะประเทศเจ้าภาพการประชุมผู้นำ ACMECS ได้ริเริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ คู่ขนานไปกับการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ ๘

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ

 

ประเทศไทยได้ร่วมกับชาติสมาชิก ACMECS อีก ๔ ประเทศ ริเริ่มจัดตั้งกรอบความร่วมมือ ACMECS ขึ้นในปี ๒๕๔๖ นับตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้ง เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือในกรอบ ACMECS ได้แก่ การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติสมาชิกทั้ง ๕ โดยอาศัยความได้เปรียบจากความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรมในการลดช่องว่างในการพัฒนาระหว่างกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตไปสู่พื้นที่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงาน และพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกันโดยเฉพาะในบริเวณตะเข็บชายแดน เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคม ให้สามารถรองรับการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ได้อย่างคล่องตัวและสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่เป็นประตูเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน

 

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผลของการดำเนินโครงการภายใต้ความร่วมมือในกรอบ ACMECS แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดนและในระดับท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแบบยั่งยืนร่วมกันของอนุภูมิภาค ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ACMECS เติบโตขึ้นมาก เศรษฐกิจของภูมิภาค CLMTV มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๖ - ๘ ต่อปี ซึ่งนับได้ว่าสูงที่สุดในอาเซียน และเป็นเครื่องจักรในการเจริญเติบโต (engine of growth) ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอาเซียนและของโลกต่อไปในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันแรกเริ่มก่อตั้ง ACMECS จวบจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชียได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด โลกก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ประเทศ ACMECS จึงต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของ ACMECS ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยจะต้องยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า แทนที่จะมุ่งแข่งขันด้านต้นทุน และแข่งขันกันที่ค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันระหว่างกันเอง โดยขาดความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีแต่จะลดทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลง

 

นอกจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านเทคโนโลยีแล้ว อนุภูมิภาค ACMECS ยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบัน อนุภูมิภาค ACMECS ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิกอาเซียนที่ตั้งอยู่ริมลุ่มแม่น้ำโขง ได้มีสถานะเป็นจุดศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ตำแหน่งที่ตั้งของ ACMECS ซึ่งเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกเข้าด้วยกันจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับ Belt and Road Initiative ของจีน และยุทธศาสตร์ Free and Open Indo Pacific ที่สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรได้ร่วมกันริเริ่มขึ้น ชาติสมาชิก ACMECS จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบริหารจัดการความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (development partners) ทั้งหลายให้มีสมดุล เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีความเป็นเอกภาพ สามารถรักษาบทบาทและความเป็นแกนกลางของอาเซียนเอาไว้ได้

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ

 

ในการประชุม ACMECS Summit ครั้งที่ ๗ เมื่อปี ๒๕๕๙ ประเทศไทยและผู้นำชาติสมาชิก ได้หารือถึงความจำเป็นในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านเทคโนโลยี และด้านภูมิรัฐศาสตร์ และได้เห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ACMECS ซึ่งต่อมา เมื่อประเทศไทยได้รับตำแหน่งประธาน ACMECS รัฐบาลไทยจึงได้หารือกับชาติสมาชิก อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ACMECS อย่างแท้จริง ผลจากการหารือดังกล่าวได้นำไปสู่ฉันทามติของทุกชาติสมาชิก ในการจัดทำแผนแม่บท ACMECS หรือ ACMECS Master Plan เพื่อปรับโครงสร้างและจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับความท้าทายที่สมาชิกในอนุภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 

ในวันพรุ่งนี้ ที่ประชุม ACMECS Summit ครั้งที่ ๘ จะพิจารณาให้การรับรองแผนแม่บท ACMECS ซึ่งจะเป็นเสมือนพิมพ์เขียวในการขับเคลื่อนความร่วมมือในอนุภูมิภาคแห่งนี้ต่อไปในอนาคต หลักการสำคัญของแผนแม่บทฉบับนี้จะมุ่งเน้นที่การสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อให้เกิดขึ้นในอนุภูมิภาค ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม ดิจิทัล พลังงาน การเชื่อมโยงกฎระเบียบทางการค้า การลงทุน และการเงินตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ ACMECS ก้าวไปสู่การเป็นอนุภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ มีโครงสร้างพื้นฐานและมีการเชื่อมโยงที่ดีระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างในการพัฒนาของกลุ่มประเทศสมาชิก และก้าวไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน สามารถบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่มูลค่าของเศรษฐกิจอาเซียน และเศรษฐกิจโลกได้อย่างสมบูรณ์

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ

 

ผมได้ถือโอกาสกล่าวโดยสรุปถึงที่มาและเนื้อหาสำคัญแผนแม่บทฉบับนี้ ก่อนที่ที่ประชุมผู้นำจะให้การรับรอง ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ภายใต้แผนแม่บทฉบับนี้ ภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ACMECS เพราะจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการเชื่อมต่อห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค เพื่อให้เศรษฐกิจทุกภาคส่วนเดินไปพร้อม ๆ กัน รวมกันเป็นฐานการผลิตที่มีเอกภาพ สามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นจุดเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ในเอเชีย - แปซิฟิก เพิ่มพูนการค้าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคอื่นได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนที่จะต้องร่วมงานกับภาครัฐและภาคประชาสังคมในมิติต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ACMECS ต่อไปอย่างยั่งยืนในสามประการ ดังต่อไปนี้

 

ประการแรก ภาคเอกชนจะร่วมมือกับภาครัฐในการขับเคลื่อนการลงทุนใน ACMECS เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตในอนุภูมิภาค ACMECS ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างครบวงจร ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่ผมได้กล่าวถึงนี้ มิได้หมายถึงเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐให้การส่งเสริมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วย เพราะการพัฒนาในอนุภูมิภาค ACMECS ในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้ประเมินไว้ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวมต้องการเงินลงทุน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสูงถึงปีละ ๑.๕ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ ๖ ของ GDP รวม ตัวเลขการลงทุนที่ว่านี้ สูงเกินกว่าที่ภาครัฐจะสามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ในรูปแบบ Public - Private Partnership หรือ PPP ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองก็ได้เริ่มดำเนินความร่วมมือ PPP กับภาคเอกชนไปแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ โดยโครงการลงทุนหลักที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งรัฐบาลจะเปิดประมูลในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหลายโครงการ อาทิ การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส ๓ การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดเฟส ๓ เป็นต้น

 

ประเทศไทยมองว่า หากโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในไทยสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประเทศอื่น ๆ ใน ACMECS ได้ด้วย ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มพูนการค้าการลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งตามแนวชายแดน  ซึ่งจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ ลดช่องว่างในการพัฒนา และกระตุ้นให้เศรษฐกิจทั้งอนุภูมิภาคขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงได้ผลักดันให้แผนแม่บทบรรจุเรื่องการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร้รอยต่อ เป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนา ACMECS ในอนาคต และจะผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุน ACMECS ขึ้นเพื่อระดมทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ACMECS อย่างไรก็ดี ในการขับเคลื่อนกองทุน ACMECS ให้ประสบผลสำเร็จนั้น จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการเงินของภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาและภาคเอกชนจะต้องเป็นพลังสำคัญในการช่วยแสวงหาแหล่งเงินทุนและช่วยระดมทุนสำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ACMECS  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ของไทย ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวระเบียงเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่สำคัญของ ACMECS เช่น แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ - ใต้ (North - South Economic Corridor) แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก (East - West Economic Corridor) นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล ภายใต้ Belt and Road Initiative ของจีน และยุทธศาสตร์อินโด - แปซิฟิก ได้อีกด้วย

 

ประการที่สอง ภาคเอกชนต้องเพิ่มบทบาทในการเตรียมพร้อมให้ ACMECS สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไปสู่โลกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น นวัตกรรมด้านดิจิทัล e-commerce และ Fintech เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจของ ACMECS อย่างมาก และอาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งหากภาคธุรกิจปล่อยปละละเลย ไม่เตรียมการไว้ให้พร้อม ก็อาจทำให้เราพลาดโอกาส และส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจของ ACMECS ในภาพรวม อีกทั้งยังอาจมีความเสี่ยง จากนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่เป็นช่องทางของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติได้ ประเทศไทยมองว่า ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและความต้องการของภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เราจึงพร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนภาคเอกชนในการปรับตัวให้ทันโลกธุรกิจสมัยใหม่ โดยการพัฒนาเกษตรกรยุคใหม่ (smart farmers) ตลอดจนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมทั้งวิสาหกิจเริ่มต้น (startups) ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน Smart ACMECS ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของแผนแม่บท ที่ผู้นำ ACMECS จะพิจารณารับรองในวันพรุ่งนี้ ผมจึงขอเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมกำหนดเป้าหมายเร่งด่วนในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม ตลอดจนประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยอำนวยความสะดวก หรือปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและสอดประสานกันมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้

 

นอกจากด้านเทคโนโลยีแล้ว การเปลี่ยนแปลงในด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นประเด็นที่ภาคเอกชน ACMECS ต้องเร่งปรับตัว และรีบตักตวงโอกาสจากการที่ภูมิภาคเอเชียกลับมามีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดช่องว่างของการพัฒนาระหว่างกัน ขณะนี้ อนุภูมิภาค ACMECS กำลังเป็นที่สนใจของนานาประเทศที่ประสงค์จะเข้ามาทำการค้า และลงทุน ประเทศไทยตระหนักดีว่า เศรษฐกิจของชาติ ACMECS มีการพึ่งพาการค้าชายแดนเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชน ACMECS ก็มีความสนใจที่จะขยายการค้าขายตามแนวชายแดน เพื่อเข้าถึงตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบัน การค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๖๐ การค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ลาว และเมียนมา มีมูลค่ารวมกันสูงกว่า ๕ แสนล้านบาท หากรวมการค้าผ่านแดนกับเวียดนามด้วยแล้ว ตัวเลขมูลค่าการค้ารวมจะสูงราว ๖ แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของชาติสมาชิก ACMECS

 

รัฐบาลไทยขอให้ความมั่นใจว่า เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการลดอุปสรรคทางการค้า และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ที่ผ่านมา ความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับการยอมรับจากธนาคารโลก ซึ่งได้ปรับการจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจกับไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในกรณีของการค้าชายแดน ซึ่งมีมิติของความมั่นคงและผลกระทบด้านสังคมเพิ่มเข้ามาด้วยนั้น ผมขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ร่วมทำงานกับภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างบรรยากาศที่มีความมั่นคง บรรยากาศแห่งความเป็นมิตร และบรรยากาศของการทำงานข้ามพรมแดน และช่วยกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงบริเวณชายแดน เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ช่องทางหนึ่งที่ภาคเอกชนจะสามารถร่วมมือกันในด้านนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพูดคุยผ่าน CLMVT Forum ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสและสร้างเวทีให้ผู้นำธุรกิจชั้นนำใน ACMECS และผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ได้มาร่วมกันระดมความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่าย เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางการพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน ตลอดจนหาช่องทางปลดล๊อกอุปสรรคในการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจชายแดนระหว่างกัน ผมจึงขอเชิญภาคเอกชนให้ร่วมกันพิจารณาดูว่า จะสามารถใช้ประสบการณ์และบทเรียนที่ได้จากการประชุมในครั้งนั้น จัดทำข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่ให้ผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้อย่างไร และ CLMVT Forum จะสามารถเพิ่มบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาแบบไร้รอยต่อใน ACMECS ได้อย่างไร ผมและผู้นำชาติ ACMECS ทุกท่านพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้แทนภาคเอกชนทุกท่านที่มาเข้าร่วมงานในวันนี้จะมีข้อเสนอที่น่าสนใจให้ภาครัฐได้รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ประการที่สาม ภาคเอกชน ACMECS ต้องร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการพัฒนา สามารถเจริญเติบโตไปได้พร้อมกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) โดยในการส่งเสริมให้เกิดการกระจายการพัฒนาไปยังชาติสมาชิก ACMECS ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับชาติ ACMECS ทุกประเทศ โดยยึดหลักการพัฒนาที่ครอบคลุม มีพลังจากความร่วมมือที่เป็นเอกภาพ (Power in Unity) เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Stronger Together  ประเทศไทยขอยืนยันว่า เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทางวิชาการต่อประเทศสมาชิก ACMECS อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหลักสูตรการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข้ง เกิดการพัฒนาภาคเกษตรจากภายในสู่ภายนอก ในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะ ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาที่จำเป็น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการ และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศ และในระดับชุมชน

 

อย่างไรก็ดี การดำเนินการของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแต่เพียงฝ่ายเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดการกระจายความเจริญได้อย่างเป็นระบบ เพราะในสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น ภาคเอกชนจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ ให้ทั่วถึงไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ความจริงนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ภาคเอกชนของไทยจำนวนหนึ่งได้เข้าไปลงทุนในประเทศ ACMECS แล้ว และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนในชาติ ACMECS อื่น ๆ ซึ่งหากภาคเอกชนไทยและพวกท่าน ซึ่งเป็นภาคเอกชนชั้นนำจากชาติสมาชิก ACMECS สามารถที่จะเชื่อมโยงการลงทุนและห่วงโซ่การผลิตได้อย่างเป็นระบบ และดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกันของชาติ ACMECS แล้ว ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการกระจายเม็ดเงินลงทุนภายในอนุภูมิภาค และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย ผมมีความเชื่อมั่นว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเชื่อมต่อและร่วมมือกับภาคเอกชนของชาติ ACMECS ทุกชาติได้ง่าย เพราะมีความใกล้ชิดกันทั้งในด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในขณะที่การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศนอกภูมิภาค กลับดูเหมือนจะเป็นได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในสภาวะที่มีกระแสนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับในเวทีเศรษฐกิจโลก

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ

 

ประเทศไทยมองว่า นอกจากการร่วมมือกันพัฒนาชายแดน และส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตแล้ว ภาคธุรกิจที่สามารถเร่งรัดการพัฒนาให้เห็นผลได้ในทันที ได้แก่ การท่องเที่ยวภายในอนุภูมิภาค ACMECS และการจ้างงานแรงงานจากชาติสมาชิก ACMECS  

 

ในด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วทั้งอนุภูมิภาค ACMECS เพื่อให้ ACMECS เป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยอาศัยศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นจุดหมายลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการกระจายนักท่องเที่ยวไปสู่ประเทศสมาชิก ACMECS อื่น ๆ ตามนโยบาย “๒ ประเทศ ๑ จุดหมายปลายทาง” (Two Countries, One Destination) กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สปป.ลาว และกัมพูชา และนโยบาย “ประเทศไทย + ๑) (Thailand + 1) เพื่อพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวให้ขยายไปทั่วทั้งอนุภูมิภาค ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวใน ACMECS ส่วนมากยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เพียงไม่กี่เมืองของไทย รัฐบาลไทยจึงได้ริเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ รวมถึงพื้นที่บริเวณชายแดนด้วย ดังนั้น หาก ACMECS สามารถร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวข้ามแดนไปท่องเที่ยวต่อในชาติสมาชิก ACMECS อื่น ๆ ด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมของ ACMECS ก็จะเกิดการพัฒนาขึ้นไปได้พร้อม ๆ กัน ผมจึงขอฝากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ACMECS ให้ร่วมกันส่งเสริมและเชื่อมโยงตลาดท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อที่ทุกประเทศจะได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

 

ในด้านการจ้างแรงงาน ประเทศไทยมีนโยบายที่เปิดกว้างในการรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะจากประเทศสมาชิก ACMECS ที่มีชายแดนติดกับไทย ในช่วงปลายปี ๒๕๖๐ แรงงานต่างด้าวในไทยที่มาจากกัมพูชา ลาว และเมียนมา มีจำนวนราว ๒ ล้านคน ซึ่งตลอดช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างเป็นระบบ โดยรัฐบาลไทยได้จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ SEZ จำนวนทั้งสิ้น ๑๐ แห่ง ตามบริเวณแนวชายแดน ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วว่ามีความเหมาะสมสำหรับสร้างเป็นฐานการผลิตที่มีความเชื่อมโยงกับชาติสมาชิก ACMECS อื่น ๆ มีศักยภาพที่จะรองรับแรงงานต่างด้าวได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยัง มีมาตรการการอำนวยความสะดวกในการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในพื้นที่เหล่านี้ ผมจึงขอเชิญชวนภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ พิจารณาเข้ามาทำการลงทุนในพื้นที่ SEZ โดยอุตสาหกรรมที่ไทยมองว่ามีความเหมาะสมต่อการลงทุนในเขต SEZ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหรือวัตถุดิบที่ต้องนำข้ามแดนมาจากประเทศ ACMECS อื่น ๆ เป็นจำนวนมาก และอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาสายพานการผลิตหรือห่วงโซ่มูลค่าระหว่างประเทศ ACMECS อาทิ ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร ธุรกิจสิ่งทอ ธุรกิจกระจายสินค้า ธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจการค้าชายแดน เป็นต้น

 

รัฐบาลไทยขอยืนยันต่อชาติสมาชิก ACMECS และภาคเอกชนว่า ประเทศไทยมีนโยบายต้อนรับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางมาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราตระหนักดีถึงบทบาทของแรงงานเหล่านี้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะให้การดูแลแรงงานเหล่านี้ให้ได้รับสิทธิต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม เราทราบดีว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ACMECS และที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็ได้เร่งรัดการปฏิรูปการจัดทำทะเบียนประวัติ และการขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว เพื่อสร้างระบบการจ้างงานที่เป็นธรรม และป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ ในการนี้ ผมขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ให้ช่วยกำกับดูแลการจ้างงานให้มีความเป็นธรรม หลีกเลี่ยงการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นการเอารัดเอาเปรียบ  ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้แรงงานจากทุกชาติได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจของ ACMECS โดยเท่าเทียมกัน

ท่านผู้มีเกียรติครับ

ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่ม และได้ให้การผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS มาโดยตลอด เพราะเรามองว่า ความพยายามในการลดช่องว่างในการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ตามแนวทางของ ACMECS สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในวันนี้ ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับประเทศในอนุภูมิภาค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าอย่างมีสมดุล เพื่อให้ทุก ๆ ประเทศมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สามารถเจริญก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กันได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) อีกทั้งยังสอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม (inclusive growth) ผมจึงขอเชิญชวนภาคเอกชนจากทุกประเทศมาร่วมมือกันพัฒนาความร่วมมือในกรอบ ACMECS ให้ลึกซึ้ง แนบแน่น และเจริญก้าวหน้าต่อไป

การจัดเวที ACMECS CEO Forum ในวันนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทุกท่านในที่นี้ ทั้งผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งเป็นพลวัตขับเคลี่อนที่สำคัญของภูมิภาคนี้จะได้มาแลกเปลี่ยนความคิดและแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่ประเด็นความร่วมมือที่ภาครัฐและภาคเอกชนของทั้ง ๕ ประเทศ สามารถเดินหน้าไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้พร้อม ๆ กัน ตามหลักการที่ว่า “Stronger Together and Leave No One Behind” เราต้อง “ร่วมกันคิด ร่วมกันสร้าง และร่วมมือกัน” เพื่อประชาคม ACMECS ซึ่งท่านทั้งหลายในที่นี้มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันให้เกิดขึ้น

ในการนี้ ผมขอประกาศเปิดการประชุม ACMECS CEO Forum ในวันนี้ และ ขอให้การประชุมในวันนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี

ขอบคุณครับ

*****************************

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ